สาระฟุตบอล

ฟุตบอล, ไฮไลท์ฟุตบอล, ผลฟุตบอล, ฟุตบอลทีมชาติไทย, ผลฟุตบอลสด, ไฮไลท์ฟุตบอลเมื่อคืน , ผลฟุตบอลวันนี้, ฟุตบอลไทยวันนี้, โปรแกรมถ่ายทอดสดฟุตบอล, ไฮไลฟุตบอล

ดีลน่าจับตา!!! ในมหกรรมย้ายถิ่นหน้าหนาว

อีกไม่กี่เพลานาทีแล้วนะครับ ตลาดช้อปปิ้งนักเตะประจำช่วงหน้าหนาวก็จะเปิดประตูอย่างเป็นทางการ ต้อนรับบรรดาทีมสโมสรต่างๆ ให้เข้ามาเลือกชมเลือกช้อปนักเตะที่หมาตาย…หมายตากันเอาไว้ เพื่อเสริมทีมให้แข็งแกร่งพอจะสู้กันต่อในครึ่งซีซั่นหลัง แน่นอนครับว่าในตลาดหน้าหนาวนี้มีการคาดการณ์จากกูรูกันว่า จะมีนักเตะระดับท็อปของโลกจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่เลือกจะโยกย้ายสถานที่ทำมาหากินกัน ซึ่งล่าสุดก็เป็นหงส์แดง ลิเวอร์พูล ครับที่กระทำการเปิดซิงตลาดหน้าหนาวไปเป็นที่เรียบร้อย ด้วยการซิวกองหลังร่างยักษ์ที่มีคดีคาราคาซังกันมาตั้งแต่ซัมเมอร์ก่อนอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดค์ มาสวมเสื้อลิเวอร์ได้สำเร็จซะทีด้วยค่าตัวมโหฬาร 75 ล้านปอนด์ แน่นอนครับว่าฟาน ไดค์ นั้นเป็นเพียงแค่น้ำจิ้มแน่นอนสำหรับตลาดนักเตะหน้าหนาวนี้ เพราะยังมีนักเตะระดับบิ๊กเนมอีกไม่น้อยที่มีข่าวแว่วมาว่าไม่น่าจะอยู่ที่เดิม โดยเฉพาะกรณีของอีกหนึ่งนักเตะของลิเวอร์พูลเอง อย่างพ่อมดน้อย ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ รวมไปถึง อองตวน กรีซมันน์ และ 2 สตาร์จากค่ายปืนใหญ่ อาร์เซน่อล อย่าง เมซุต โอซิล และ อเล็กซิส ซานเชซ ซึ่งนักเตะทั้งหมดทั้งมวลทั้ง 4 นามนี้มีความเกี่ยวพันกันในระดับรัก 4 เส้าของ 4 สโมสรในหน้าหนาวนี้เลยทีเดียว ทั้งลิเวอร์พูล บาร์เซโลน่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอาร์เซน่อล ก็อย่างที่น่าจะเดาออกกันแหละครับ ว่านักเตะในรายนามข้างต้นนั้นไม่ได้มีทีมที่ให้ความสนใจเพียงแค่หนึ่ง แต่มีหลายทีม ดังนั้นการที่นักเตะข้างต้นตัดสินใจย้ายก้นไปสถิตอยู่กับทีมไหนนั้น มันย่อมส่งผลโดยตรงต่ออีกทีมที่ต้องหาตัวแทนมาแทนที่นั่นเอง และก็ให้เผอิญว่าทีมที่ให้ความสนใจในตัวนักเตะข้างต้นมันวนลูปอยู่ในกลุ่ม 4 ทีมนี้แหละ คงต้องเริ่มต้นตั้งแต่ในรายของคูตินโญ่ครับ ที่ก็อย่างที่รู้ๆ กันดี ว่าบาร์ซ่านั้นให้ความสนใจในตัวพ่อมดน้อยรายนี้มาตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว ซึ่งการเจรจาคว้าตัวก็ค่อนข้างเป็นไปอย่างเป๋ยเผิด…เปิดเผยชัดเจน และดูท่าเจ้าตัวเองก็อยากจะย้ายไปขึ้นยานต่างดาวอยู่ไม่น้อย (ที่จริงอย่างมากเลยแหละ แหะๆๆๆ) เพียงแต่ว่าลิเวอร์พูลยังไม่พร้อมบล่อยตัวคูตินโญ่ไปในตอนนั้น แต่ตอนนี้สถานการณ์อะไรต่างๆ มันเปลี่ยนไปแล้ว ด้วยเล็งเห็นว่าในเมื่อนักเตะมีใจโอนเอียงไปทางยานแม่ซะมาก ประกอบกับซีซั่นนี้ก็มีตัวตายตัวแทนอย่าง โมฮัมเหม็ด ซาร์ล่า เข้ามาช่วยยิงช่วยจ่ายให้ การปล่อยตัวพ่อมดน้อยออกไปแลกกับเงินก้อนโตก็ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าจะเหมาะสมและได้ประโยชน์กันทุกๆ ฝ่าย และก็อย่างที่ได้ยินข่าวกันมาแหละครับ ว่ามีข่าวแว่วๆ มาแล้วว่าการเจรจาโยกย้ายทีมของพ่อมดน้อยนั้นคืบหน้าไปถึงขั้นที่มีการตกลงกันได้เรียบร้อยระหว่างลิเวอร์พูลกับบาร์เซโลน่า โดยคูตินโญ่จะย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลน่าในเดือนมกราคมนี้เลย ด้วยค่าตัวแพงระยับที่ 132 ล้านปอนด์ (หรือประมาณ 5,940 ล้านบาทไทย โอ้แม่จ้าวววว…) และตัวพ่อมดน้อยเองจะได้รับค่าเหนื่อยไม่มากก็น้อยที่สัปดาห์ละ 204,000 ปอนด์ (หรือประมาณ 9.18 ล้านบาทไทย โอ้เจ้าแม่ม่ม่ม่…) นั่นแหละครับ ถึงขนาดที่ว่ามีตัวเลขอะไรต่อมิอะไรมาอ้างอิงชัดเจนซะขนาดนี้ ปีใหม่ที่ใกล้จะมาเยือน แฟนานุแฟนของลิเวอร์พูลก็อาจจะต้องเตรียมใจที่จะต้องเสียคูตินโญ่ไปไม่มากก็น้อย เพราะดูท่าจะเป็นดีลที่เป็นไปได้มากที่สุดแล้ว แต่ก็นั่นเองครับ ขณะที่มีข่าวว่าตกลงค่าตัวกับลิเวอร์พูลได้เรียบร้อย อีกฟากหนึ่งก็มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า บาร์ซ่าเองก็ดอดไปจะคว้าตัวกรีซมันน์จากอ้อมอกของทีมตราหมี แอตเลติโก มาดริด เอาด้วย ซึ่งก็เป็นข่าวที่ค่อนข้างมีมูลจริงๆ เพราะไม่นานมานี้ ทีมตราหมีออกมาให้ข่าวว่า บาร์ซ่านั้นแอบมาติดต่อกับตัวกรีซมันน์ลับหลังสโมสร ซึ่งถือเป็นการผิดกฎ และกำลังดำเนินการยื่นฟ้องทีมต่างดาวกับทางฟีฟ่าแล้ว ทีมที่ค่อนข้างได้รับประโยชน์จากข่าวนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ หากแต่คือปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นเอง ก็อย่างที่รู้ๆ กันดีนะครับว่าปีศาจแดงนั้นหมายปองตัวดาวเตะร่างเล็กสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้มาตั้งแต่ซัมเมอร์ก่อน และดีลก็ดูท่าจะเรียบร้อยด้วยดี หากไม่เกิดกรณีที่ทีมตราหมีถูกลงโทษห้ามซื้อขายนักเตะไปเสียก่อน ทำให้กรีซมันน์ตัดสินใจต่อสัญญากับทีมออกไปเพื่ออยู่ช่วยทีมไปก่อน ก่อนที่จะมามีข่าวกับบาร์ซ่าในครั้งนี้ เรื่องของเรื่องก็คือ แอตเลติโก มาดริด หมั่นไส้บาร์ซ่าที่แอบมาตีท้ายครัวตัวเอง เลยจะแก้เผ็ดด้วยการขายกรีซมันน์ให้ปีศาจแดงนั่นเองครับ แต่ก็นั่นเอง การจะได้ตัวกรีซมันน์มาหรือไม่ได้ (กรณีเสร็จบาร์ซ่าในท้ายที่สุด) ของแมนฯ ยูฯ มันก็จะโยกใยไปถึงการย้ายทีมของอีก 2 สตาร์ดังประจำรั้วปืนใหญ่อย่างโอซิลและอเล็กซิสนั่นเอง เพราะแน่นอนครับว่าการได้ตัวกรีซมันน์มา ค่าตัวย่อมไม่ใช่ถูกๆ แน่นอน เพราะตอนนี้กรีซมันน์มีสัญญาอยู่กับทีมตราหมีถึงปี 2022 โน่นนนน…แน่ะ และมีค่าฉีกสัญญาไม่มากไม่มาย แค่ 100 ล้านยูโร (หรือประมาณ 3,800 ล้านบาทไทย) เท่าน้านนนน… แม้แมนฯ ยูฯ จะร่ำรวยไม่แพ้ใครที่ไหน แต่ราคาระดับนี้มันหมายความว่า กรีซมันน์อาจจะเป็นเพียงดีลเดียวของปีศาจแดงในช่วงหน้าหนาวนี้ (กรณีที่ได้มาจริงๆ น่ะนะ) เพราะมันคงยากมากที่จะทุ่มงบประมาณหลักเกิน 100 ล้านในช่วงกลางซีซั่น นั่นหมายความว่า ถ้าได้กรีซมันน์มา โอซิลกับอเล็กซิส ซึ่งมีข่าวกับแมนฯ ยูฯ อย่างหนาหูมาหลายช่วงเพลา ก็อาจจะยังไม่ได้มาช่วงนี้ โดยมีความเป็นไปได้ที่แมนฯ ยูฯ จะรอไปจนกระทั่งนักเตะหมดสัญญากับอาร์เซน่อล และย้ายมาร่วมทีมแบบฟรีๆ ในช่วงซัมเมอร์แทน ซึ่ง…เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้รับประกันนะครับว่าถึงช่วงเวลานั้นแล้ว โอซิลและอเล็กซิสจะยังมีแมนฯ ยูฯ เป็นเป้าหมายอยู่ไหม ในเมื่อมีทีมยักษ์ใหญ่ระดับเจ้าบุญทุ่มอีกมากที่รอเวลาฉกตัว 2 สตาร์ดังนี้ไปร่วมทีมอยู่ (ชัดเจนที่สุดก็คงในรายของเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่หมายตาอเล็กซิสนั่นเอง) แต่ดูแล้ว แม้ในตอนนี้จะยังไม่ชัดเจนว่าโอซิลกับอเล็กซิสจะได้ย้ายไปอยู่แมนฯ ยูฯ ไหม แต่ที่ค่อนข้างชัวร์ถึงชัวร์มากที่สุดก็คือ ทั้งสองจะไม่ต่อสัญญากับไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ค่อนข้างแน่แล้ว (ที่จริงแน่มานานแล้วววว…) ดังนั้นไอ้ปืนใหญ่จึงเป็นอีกทีมที่จะได้รับผลกระทบจากการย้ายทีมของ 2 สตาร์ดังอย่างไม่อาจปฏิเสธ แน่นอนว่างานนี้คงไม่มีใครเครียดและเซ็งจิตไปกว่า อาร์แซน เวนเกอร์ อีกแล้ว ที่ต้องเบนเป้าไปหาตัวตายตัวแทนจากในตลาดซื้อขายมาแทนที่ 2 สตาร์ของทีม หรือไม่ก็อาจจะต้องเหนื่อยปั้นตัวแทนขึ้นมาใหม่จากทรัพยากรที่มีอยู่ (ตามสเต็ปชะตากรรมของเจ๊ 555) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นครับ ได้จับตาดูตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงหลังๆ  2-3 ปีมานี้ รู้สึกนะครับว่ามันเริ่มมีความลึกลับซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศมากขึ้นทุกปีๆ ที่ผ่านๆ มาบางดีลที่ดูชั้วร์ชัวร์ว่าไม่น่าพลาดเป็นอื่นไปได้ก็พลิกโผเป็นอื่นไปได้ซะยังงั้น นักเตะที่ทำท่ายังไง้ยังไงก็ย้ายไปทีมนั้นแน่นวลลลล สุดท้ายหวยดันไปออกกับอีกทีมซะยังงั้นแหละ เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการถ่ายรูปชูเสื้อกัน

ชะตากรรมของรถบัสเพลาแตก

ใครที่เป็นแฟนานุแฟนของปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเพลานี้ เชื่อเหลือเกินนะครับว่า ถ้าไม่ทำตัวให้ลึกลับแอบซ่อนชนิดที่เพื่อนๆ หาตัวจับมาล้อได้ยากยิ่งแล้ว ก็คงจะโมโหโกรธาฟาดงาฟาดงวงใส่ทีมตัวเองอย่างเหมือนไม่เคยรักเคยเชียร์กันมาก่อนเลยทีเดียว ก็เพราะอย่างที่รู้ๆ กันไปทั้งโลกนั่นแหละครับ ว่าฟอร์มของผีแดงแมนฯ ยูฯ ในตอนนี้นั้นช่างขี้เหร่เนะเสียเหลือเกิน นับตั้งแต่นัดที่พ่ายเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาดิโอล่า ไป 1-2 คาบ้าน คาบ้าน และคาบ้านนั่นแหละ ให้หลังจากนั้นแม้จะชนะมา 2 นัดรวดในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ คือ เปิดบ้านเฉือนชนะบอร์นมัธไป 1-0 และบุกไปเฉือนชนะ (อีกแล้ว) เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 1-2 แต่ล่าสุดก็โดนสมันน้อยหอยสังข์สะระนังคัชฉามิอย่างบริสตอล ซิตี้ เฉือนชนะไป 2-1 และเป็นการถีบแมนฯ ยูฯ ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายของศึกคาราบาวคัพ อดเข้าไปป้องกันแชมป์อย่างน่าเสียดาย (แฟนผีจะเสียดายหรือเปล่าก็ไม่อาจรู้ได้นะนี่นะ) อนึ่งนั้น ไอ้ผลการแพ้การชนะหรือการเสมอมันเป็นสัจธรรมของฟุตบอลลูกกลมๆ ครับ มันไม่มีอะไรแน่นอนอยู่แล้วแหละ ทีมใหญ่พ่ายทีมเล็กมีให้เห็นออกถมถืด ทีมใหญ่เสมอทีมใหญ่หรือจะชนะทีมใหญ่อีกทีมมันก็เป็นไปตามธรรมชาติและเป็นไปตามธรรมดา คือจะออกหน้าไหนก็ได้ในโลกของฟุตบอล แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธนะครับ ว่าผลแพ้ชนะเสมอนั้น มันย่อมมีต้นสายปลายเหตุมาจากฟอร์มการเล่นของทีมเป็นสำคัญด้วย เชื่อครับว่าผลแพ้ชนะของแมนฯ ยูฯ ในช่วงที่ผ่านมา คงจะไม่เป็นที่ขุ่นหมองกวนใจบรรดาแฟนผีเลยหากทีมรักของพวกเขาเล่นกันได้อย่างเต็มที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มคราบเต็มทรีน แต่ก็อย่างที่เห็นๆ กันไปทั้งโลกนั่นแหละครับว่า ฟอร์มของผีแดงมันไม่ใช่ดังว่าเอาซะเลย ตั้งแต่เกมที่เจอแมนฯ ซิตี้ นั่นแล้วแหละครับ ที่ลูกทีมของ โฆเซ่ มูรินโญ่ เอาแต่อุด อุด แล้วก็อุด แล้วคอยอาศัยจังหวะจับพลัดจับผีสวนกลับหรือฉวยโอกาสจากการพลาดพลั้งของผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม แปรโอกาสเป็นประตู ทั้งๆ ที่ในเกมกับแมนฯ ซิตี้ นั้น แฟนๆ ที่ได้ชมการถ่ายทอดสดน่าจะเห็นพ้องต้องกันเป็นอย่างดี ว่าหลังจากโดนยิงขึ้นนำ พลพรรคผีแดงก็ทำเกมบุกใส่แมนฯ ซิตี้ จนออกอาการเป๋ และเกือบจะตีเสมอได้หลายจังหวะทีเดียว ประเด็นก็คือ แล้วทำไมคุณมรึง (พลพรรคผีแดง) ไม่เล่นอย่างนี้มันซะตั้งแต่แรกวะ!!! นี่แหละครับเป็นคำถามที่บรรดาแฟนๆ ผีแดงทั้งหลายอดที่จะสงสัยไม่ได้ ว่าทั้งๆ ที่ทีมมีศักยภาพที่จะสามารถเล่นเกมบุกได้และเล่นได้ดีไม่น้อยด้วย แต่กลับเลือกที่จะเล่นอุดเป็นรถบัส ปล่อยให้ทีมฝ่ายตรงข้ามบุกใส่ๆ ซึ่งไอ้การโดนบุกใส่อย่างต่อเนื่องยาวนานจนผู้เล่นเกมรุกต้องลงมาช่วยกันอุดนั้น ครั้นสบโอกาสจะเปลี่ยนเกมสวนโต้กลับ ถ้าไม่ใช่ผู้เล่นระดับท็อปจริงๆ มันเปลี่ยนเกมยากครับ และก็อย่างที่เห็นว่าตอนนี้ผู้เล่นเกมรุกของปีศาจแดงนั้นหาใช่ระดับท็อปไม่ ผลก็คือ สวนไม่ได้ เกมโดนกดโงหัวไม่ขึ้น จนกว่าจะโดนยิงนำแล้วนั่นแหละถึงจะกระเตื้องฟอร์มเกมบุกกันขึ้นมาได้ ซึ่งมันเกิดจากฝ่ายตรงข้ามเริ่มผ่อนเกมของตัวเองลง ในเกมที่เจอกับบอร์นมัธและเวสต์บรอมวิชก็เป็นอย่างนั้นครับ แม้ผลออกมาจะชนะ แต่รูปเกมนั้นไร้ความน่าประทับใจสิ้นดี เรียกว่าไม่ว่าจะเจอทีมเล็กทีมใหญ่ลูกทีมของมูมู่ในเพลานาทีนี้ก็เลือกที่จะเล่นอุดไว้ก่อนจนเหมือนกับเป็นรถบัสที่เพลาแตก ได้แต่จอดนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่สามารถขับออกไปเล่นเกมบุกได้ แน่นอนครับว่าแฟนผีไม่เอนจอยอย่างยิ่ง และไม่ประทับใจเอามากๆ แน่นอน คำถามก็คือ เรารู้กันดีแหละว่ามูรินโญ่นั้นขึ้นชื่อเรื่องการขันเกมรับให้ลูกทีม แต่ในบางนัดที่ต้องการชัยชนะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือวิญญาณความเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันต้องการการบุกตะลุยไปข้างหน้าอย่างบ้าระห่ำ เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะและถ้วยรางวัล ไม่ใช่ทำปอดแหก อุดไว้ก่อนมูสอนไว้แล้วรอสวน ซึ่งมันอาจจะชนะในบางนัด แต่รับประกันได้เลยว่าเมื่อเวลาเจอทีมใหญ่คุณจะชนะได้ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะทีมใหญ่ที่มีศักยภาพเขาก็ย่อมเล่นเกมบุกเป็นสำคัญ ไม่มีหรอกครับทีมใหญ่ที่ต้องการแชมป์ที่จะเล่นแต่เกมรับแบบแน่นๆ แล้วรอสวน (แต่ก็สวนไม่ขึ้น) แบบแมนฯ ยูฯ ในตอนนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องแชมป์ในบั้นปลายอย่าได้ไปพูดถึงครับ ยากถึงยากที่สุด และถึงจะจับพลัดจับผลูได้มา แต่แฟนๆ ก็ไม่น่าจะประทับใจเท่าไหร่หรอกที่ได้แชมป์เพราะเกมรับอุดๆ เกมกีฬามีไว้เพื่อความสนุก แต่เล่นแบบแมนฯ ยูฯ ในเวลานี้

หรือเรือใบจะนำม้วนเดียวจบ?

พรีเมียร์ลีกอังกฤษนัดที่ 12 เตะกันเสร็จสิ้นลงไปแล้วนะครัช ซึ่งก็คงอย่างที่แฟนๆ ของแต่ละทีมรู้ๆ กันดีอยู่แล้วนั่นแหละว่าทีมตัวเองมีสภาพเป็นเช่นไรกันบ้างหลังเตะเสร็จ แต่ถ้าใครไม่รู้ไม่ทราบข่าว ก็ตามนี้เลยครับ… อาร์เซน่อล             2 – 0       ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ บอร์นมัธ               4 – 0       ฮัดเดอร์สฟิลด์ เบิร์นลี่ย์                2 – 0       สวอนซี ซิตี้ คริสตัล พาเลซ       2 – 2       เอฟเวอร์ตัน เลสเตอร์ ซิตี้          0 – 2       แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ลิเวอร์พูล               3 – 0       เซาธ์แฮมป์ตัน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน         0 – 4       เชลซี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด          4 – 1       นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด วัตฟอร์ด               2 – 0       เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ครบถ้วนทั้ง 9 คู่ 18 ทีมนะครับ เหลืออีก 1 คู่มันเดย์ไนท์ที่จะเตะกันตี 3 ในคืนวันนี้ (จันทร์ที่ 20 พ.ย. 60 หรือเช้าวันอังคารที่ 21 พ.ย. 60) ก็คือ ไบรท์ตัน VS. สโต๊ค ซิตี้ ซึ่งว่ากันตามตรงก็ไม่ใช่คู่ที่อยู่ในความสนใจของแฟนบอลบ้านเราเท่าไหร่นักหรอก (เว้นก็แต่ว่าคุณเป็นแฟนเฉพาะกิจเฉพาะกาล อิๆๆๆ) ไฮไลท์ของพรีเมียร์ลีกอังกฤษนัดที่ 12 ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นไปนั้น หลักๆ ก็มีคู่ที่อยู่ในความสนใจของแฟนบอลส่วนใหญ่ไม่กี่คู่นะครับ แน่นอน หนึ่งคือ ไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ที่เปิดบ้านรับการมาเยือนของน้องไก่ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ซึ่งสกอร์ก็อย่างที่ทราบกันครับ เป็นเจ้าบ้านที่เปิดประตูบ้านอัดผู้มาเยือนพังพาบกลับบ้านตัวเองไปอย่างชอกช้ำระกำทรวง 2-0 ไอ้ปืนใหญ่หลังจากที่ออกสตาร์ทซีซั่นใหม่ได้ย่ำแย่แท้ๆ เทียว มาช่วงหลังๆ ดูจะเริ่มกลับคืนสู่ฟอร์มที่โอเคมากขึ้นนะครับ ชนะรัวๆ มาเรื่อยๆ ผิดกับน้องไก่ ที่พักหลังๆ เริ่มแพ้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะการแพ้ให้กับทีมหัวตาราง ไล่ตั้งแต่เชลซี แมนฯ ยูฯ มาแพ้อาร์เซน่อลอีก เอาชนะได้เพียงทีมเดียวก็คือลิเวอร์พูลเท่านั้น (และเหลืออีก 1 นัดที่จะต้องเจอกับทีมท็อปซิกส์ในครึ่งแรกของพรีเมียร์ซีซั่นนี้ นั่นคือแมนฯ ซิตี้ ซึ่งบอกตามตรงว่าด้วยฟอร์มของเรือใบสีฟ้าในเวลานี้ ยากเหลือเกินที่น้องไก่จะเอาชนะได้) ปืนใหญ่น่าจับตาครับในช่วงถัดไปจากนี้ ขณะที่หงส์แดงก็คืนฟอร์มเช่นกัน โดยเฉพาะจรวดทางเรียบอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ฟอร์มเปรี้ยงปร้างเกินห้ามใจเหลือเกิน เบิ้ล 2 ลูกในนัดล่าสุด และโดดเด้งดึ๊งไปเป็นผู้นำเดี่ยวในตารางดาวซัลโวของพรีเมียร์แบบเท่ๆ ด้วยฟอร์มอย่างนี้แฟนหงส์น่าจะพูดเป็นเสียงเดียวกันได้เลยว่า มาเน่ไม่มาไม่เป็นไร! ขอซาลาห์เล่นได้อย่างนี้ยาวๆ ก็พอแว้วววว… มาถึงแฟนผีแดงกันบ้างครับ หลังจากฟอร์มบู่บู้บู๊มาพักใหญ่ๆ การกลับมาของ ปอล ป็อกบา ดูจะทำให้เหล่าอสูรแดงกลับมาอยู่ในฟอร์มเดียวกับเมื่อต้นซีซั่นอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนใครที่ได้ชมเกมที่แมนฯ ยูฯ อัดนิวคาสเซิ่ลไป 4-1 น่าจะเห็นพ้องต้องกันนะครับว่า การมีกับไม่มีป็อกบาอยู่ในทีม มันส่งผลกระทบต่อแมนฯ ยูฯ ชนิดหน้ามือเป็นหลังส้นเท้าเลยจริงๆ ณ จุดนี้ แฟนผีแดงทั่วโลกก็คงได้แต่หวังและภาวนากันไปยาวๆ ครับว่าอย่าให้น้องป็อกเก้ามีอันต้องบาดเจ็บร้างสนามไปยาวๆ อีกเลย ไม่งั้นโอกาสในการทำคะแนนลุ้นแชมป์น่าจะยากมาก (และก็น่าเป็นห่วงถึงทรัพยากรนักเตะในตำแหน่งกองกลางตัวรุกของแมนฯ ยูฯ เหมือนกัน เพราะไม่มีใครเทียบเคียงน้องป็อกได้เลยสักคนในเวลานี้) และในขณะที่ทีมใหญ่ได้เฮกันไปถ้วนหน้า แน่นอนครับว่าจ่าฝูง ณ เพลานี้อย่างเรือใบสีฟ้าก็ยังแรงไม่หยุดฉุดมิอยู่อู้หูแฮะเหมือนกัน ล่าสุดก็บุกอัดจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ ไปเบาะๆ 0-2 เรียกว่าไม่ว่าใครจะแพ้ ชนะ หรือเสมอ เรือใบก็บอกอั๊วม่ายสง! เพราะอั๊วจะชนะต่อไปเลื่อยๆ หยั่งเงี้ยแหละ… ไปดูที่ตารางคะแนนในเวลานี้ สถิติของเรือใบสีฟ้าดูน่าครั่นคร้ามจริงๆ ครับ แข่งไป 12 นัด ชนะไป 11 (โอ้! มายก๊อดดดด) เสมอไปนัดเดียว แถมยังไม่แพ้ใครอีกด้วย (แมนฯ ซิตี้ เป็นทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกอังกฤษซีซั่นนี้ครับที่ยังมิแพ้พ่ายให้แก่ผู้ใดเลย) ทิ้งห่างอันดับ 2 ซึ่งเป็นทีมร่วมเมืองแมนเชสเตอร์อย่างแมนฯ ยูฯ อยู่ถึง 8 คะแนน และมากกว่าการชนะรัวๆ ไม่ยั้ง ไปดูที่สถิติการยิงประตู เรือใบสีฟ้าก็นำโด่งเป็นจ่าฝูงเช่นกัน เพราะตอนนี้ซัดไปแล้ว 40 ลูกเหนาะๆ และเสียน้อยมากกกก…แค่ 7 ลูกเท่านั้น (มีทีมเดียวที่เสียน้อยกว่าก็คือผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นแล้ว) คือแมนฯ ซิตี้ ยิงเยอะแถมเสียน้อย และชนะรัวๆ เช่นนี้ ดูยังไงก็ไม่น่าจะพลาดแชมป์ครับ จริงอยู่ว่า ณ ตอนนี้เพิ่งผ่านไปแค่ 12 นัดเท่านั้น คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็แค่ 1 ใน 3 ของโปรแกรมการเตะทั้งหมด แต่ก็อย่างที่ว่านั่นแหละครับ ด้วยฟอร์มการเล่น ด้วยสถิติ ด้วยขุมกำลังของเป๊ป ดูยังไงเรือใบสีฟ้าก็ไม่น่าจะพลาดพลั้งถึงขนาดถูกทีมอื่นแซงหน้าปาดคว้าแชมป์ไปได้ในบั้นปลาย ดูแล้วพรีเมียร์ลีกอังกฤษซีซั่นนี้อาจจะกร่อยหน่อยนะครับ เพราะมีโอกาสสูงมากที่เรือใบจะนำแบบม้วนเดียวจบ และคว้าแชมป์ไปในบั้นปลาย แต่อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าฟุตบอลโลกกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ และมันก็ยังเหลือโปรแกรมอีกตั้ง 20 กว่านัด กระนั้นก็ดี สิ่งสำคัญสำหรับคู่แข่งทีมอื่นๆ ก็คือพยายามภาวนาให้เกิดจุดเปลี่ยนกับแมนฯ ซิตี้สถานเดียวครับ

พระเจ้าจะไปบอลโลก (มั้ย?)

หลังจากเมื่อวานซืนที่ผ่านมา แฟนานุแฟนของทีมชาติมักกะโรนี อิตาลี มีอันต้องเศร้าโศกเสียใจกันไปยกใหญ่ที่ทีมรักอดไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียในปีหน้า ซึ่งเป็นการตกรอบอดไปบอลโลกครั้งแรกในรอบ 60 ปีนั้น มาวันนี้เราก็มายินดีกับทีมชาติสวีเดนกันบ้างนะครับ หลังจากที่ทำผลงานเชือดอิตาลี ทะลุเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 ได้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีของทีมไวกิ้งด้วยเช่นกัน และแน่นอนครับว่าทันทีที่ชื่อของสวีเดนถูกปาเข้าไปอยู่ในโถจับสลากบอลโลก 2018 ชื่อชื่อหนึ่งที่ชาวสวีดิชส่วนใหญ่เอ่ยอ้างเรียกหาก็คือชื่อของพระผู้เป็นเจ้าแห่งชาติอย่างเฮียหลา ซลาตัน อิบราฮิโมวิช นั่นเอง ประเด็นก็คือมีเสียงเรียกร้องให้เฮียอิบรา ซึ่งประกาศอำลาทีมชาติไปแล้วร่วมปีกว่า กลับมาเล่นฟุตบอลโลกที่รัสเซียอีกครั้ง เพื่อเสริมขุมกำลังของขุนพลสวีดิชให้แข็งแกร่งขึ้น แน่นอนครับว่าต่อเสียงเรียกร้องนี้มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่เซย์โนไม่โอเค ฝ่ายที่เห็นด้วยก็แน่นอนว่าจะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากเห็นว่าการมีซลาตันอยู่ในทีม มันก็คือการเพิ่มขุมกำลัง เพิ่มอาวุธให้กับทีมมีความแข็งแกร่งขึ้น พอที่จะฟันฝ่าเอาชนะทีมอื่นๆ เพื่อเข้าไปสู่รอบลึกๆ ในเวิลด์คัพได้ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่เห็นด้วยก็มีมากมายหลายเหตุผลนะครับ ซึ่งหนึ่งในฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนั้นดั๊นนนน…มีชื่อของ แยนน์ แอนเดอร์สสัน กุนซือทีมชาติสวีเดนคนปัจจุบันอยู่ร่วมด้วยนี่ซิ ป๋าแยนน์แกให้เหตุผลของการไม่เห็นด้วยในครั้งนี้เอาไว้ครับ ลองไปอ่านกันดูได้ “มันช่างน่าเหลือเชื่อมาก! เพราะอิบราฮิโมวิชเลิกเล่นให้สวีเดนมาแล้วปีครึ่ง แต่เราก็ยังมัวมาพูดถึงเกี่ยวกับเขาอีก ให้ตายเหอะ! เราควรพูดถึงเหล่านักเตะชั้นยอดที่เรามีอยู่ในทีมชุดนี้ต่างหาก จริงอยู่ว่าตอนที่อิบราฮิโมวิชอยู่ที่นี่ร่วมกับเรา เราเล่นในสไตล์ที่แตกต่าง แต่ตอนที่เขาตัดสินใจเลิกเล่นทีมชาติ ใช่! เขาเป็นนักเตะระดับแชมเปี้ยน แต่เราก็พยายามปรับตัว และพบกับสไตล์การเล่นอีกแบบที่เหมาะสมกับทีมในปัจุบัน” ป๋าแยนน์กล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึมและตึงเครียด (อันนี้ผมคิดเอาเองนะ 555) ชัดเจนครับ ว่าประเด็นที่ป๋าแยนน์พูดถึงนั้น คือ “การให้เกียรติ” กับสิ่งที่เรามีอยู่ การให้เกียรติกับคนทำงานที่แท้ทรู นั่นคือขุนพลทีมชาติสวีเดนยุคปัจจุบัน (ที่ปราศจากอิบราฮิโมวิช) เพราะพวกเขาต่อสู้ฟันฝ่าคู่ต่อสู้หลายสิบเกมมาได้ด้วยกำลังของพวกเขาเอง บวกแทคติควิธีการของกุนซือ และปัจจัยอีกมากมาย (ซึ่งแน่นอน ไม่ได้มีอิบราฮิโมวิชอยู่ในนั้นเลย) เพราะฉะนั้นมันคงจะไม่แฟร์เอามากๆ หากในบอลโลกรอบสุดท้าย จะต้องมีขุนพลในชุดนี้คนใดคนหนึ่งของทีมที่ร่วมต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกัน ต้องหลุดโผไม่ได้ไปรัสเซีย เพราะต้องสละที่ให้แก่พระผู้เป็นเจ้าหลา แน่นอนครับ มันเป็นเหตุผลที่เหมาะสมและควรค่าแก่การเคารพ มันเป็นเรื่องของการให้เกียรติแก่คนทำงานที่แท้จริง ใครทำคนนั้นก็ควรได้รับรางวัลหรือสิ่งตอบแทน ไม่ใช่ใครทำและคนอื่นมาสวมสิทธิ์รับประโยชน์ไป มันก็ไม่เหมาะไม่ควร แต่ก็เข้าใจทางฝั่งของฝ่ายที่เชียร์ให้อิบราฮิโมวิชกลับมาติดธงอีกครั้งเช่นกันครับ เพราะพวกเขากำลังมองบอลโลก 2018 ในมิติของ “โอกาส” ในการประสบความสำเร็จ ซึ่งเมื่อมองเรื่องของโอกาสเป็นสำคัญ “วิธีการ” จึงถูกลดทอนความสำคัญลงไป เช่นเดียวกับ “การให้เกียรติ” ก็อาจไม่สำคัญเท่าการสร้างโอกาส หากจะมองในมุมนี้ ก็ทำไมล่ะ? ในเมื่อเราจะได้ไปเวิลด์คัพ และในเมื่อเรามีนักเตะที่เก่งมากอยู่คนหนึ่งที่สามารถลงไปสร้างความแตกต่างให้กับเกมได้ แม้เขาจะเลิกเล่นให้ทีมชาติไปแล้ว แต่เพื่อชาติ การดึงเขากลับมาเข้าทีมมันก็ไม่น่าจะเสียหายมิใช่หรือ? มันก็ไม่ผิดครับหากมองในมุมนี้ ดังนั้นในเรื่องนี้มันจึงเป็นเรื่องของมุมมองระหว่าง 2 ฝ่ายที่มองคนละมุม ถึงที่สุดแล้ว ณ ตอนนี้เราคงไม่อาจสรุปฟันธงฉับๆๆๆ ไปได้หรอกว่า จะมีชื่อของอิบราฮิโมวิชอยู่บนเสื้อของทีมชาติสวีเดนไปบู๊ศึกบอลโลก 2018 หรือไม่? และกว่าจะถึงเวลานั้นปัจจัยมันยังมีอีกมากมายครับ ทั้งการบาดเจ็บของผู้เล่นเมื่อเวลาโม่แข้งมาถึง หรือการแสดงจุดยืนของตัวอิบราเองว่าจะไปหรือไม่ไป? หรือการย้ำชัดของตัวกุนซืออีกครั้งว่าจะอ้าแขนเปิดรับเฮียหลาไหม? ทั้งหมดทั้งมวลนั่นเป็นเรื่องที่สวีดิชทั้งหลายต้องไปคุยกันเอง แต่เชื่อเถอะครับว่า ไม่มีใครที่จะปฏิเสธได้หรอกว่า ถ้าบอลโลก 2018 มีชื่อของพระเจ้าหลาร่วมด้วย มันก็คงจะน่าสนใจ มีสีสัน

เมื่อแจ้ไป ใครจะมา?

ก็เป็นอันแยกย้ายโรงเรียนพี่เสือกันไปแล้วนะครับ สำหรับกุนซือมือทอง คาร์โล อันเชลอตติ ที่เพิ่งถูกปลดจากตำแหน่งกุนซือเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อเช้าวาน (29 ก.ย. 2560) ที่ผ่านมานี้นี่เอง งานนี้ถือว่าไม่พลิกโผมากเท่าไหร่นะครับ เพราะจากฟอร์มของพี่เสือช่วงหลังๆ มานี้ที่ค่อนไปทางย่ำแย่ หลายๆ ฝ่ายก็ออกมาหล่นความเห็นกันไม่น้อยว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่พี่เสือจะต้องแยกทางกับพี่แจ้ อันเช่ ซะที ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ อาร์ริโก้ ซาคคี่ อดีตกุนซือทีมชาติอิตาลี ที่ออกมาบอกว่า “ผมได้ดูเกมของบาเยิร์น มิวนิค และผมก็รู้ในทันทีว่าทีมได้สูญเสียความกระตือรือร้นไปแล้ว เมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณย่อมสูญเสียความคลั่งไคล้และความปรารถนา นั่นคือชีวิต เขาเป็นโค้ชชั้นยอดที่ยังคงสมควรได้รับเครดิต มีโค้ชคนไหนบ้างที่คว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกได้ 3 ครั้ง? เขาประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก แต่มันดูเหมือนว่าความเปลี่ยนแปลงจะเป็นเรื่องดีที่บาเยิร์น คุณสามารถที่จะโทษโค้ชได้เสมอหากสิ่งต่างๆ ออกมาไม่ดี” ผลงานที่ย่ำแย่ของบาเยิร์น มิวนิค นั้น สม่ำเสมอมากครับ คือแย่ทั้งในเกมลีกเยอรมันและถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก ในลีกนั้นตอนนี้เตะกันมา 6 นัดถ้วน บาเยิร์นรั้งอันดับที่ 3 ชนะ 4 เสมอ 1 และแพ้ 1 ยิงได้ 14 เสีย 5 ผลต่างประตูได้เสีย 9 มี 13 คะแนน ตามหลังจ่าฝูงอย่างเสือเหลือง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อยู่ 3 แต้ม ซึ่งเอาจริงๆ มันก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไรมากมายนะครับสำหรับการเปิดซีซั่นใหม่ๆ แต่ที่ร้ายแรงจนน่ากลัวก็เห็นจะเป็นผลการแข่งขันในถ้วยหูโตนั่นแหละ ในถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกนั้น บาเยิร์นอยู่ในกลุ่ม B ร่วมกับปารีส แซงต์-แชร์กแมง, เซลติก และอันเดอร์เลชท์ ครับ เตะกันไปแล้ว 2 นัด บาเยิร์นชนะ 1 แพ้ 1 แต่ที่สำคัญก็คือนัดล่าสุดที่พ่ายแพ้ให้กับปารีส แซงต์-แชร์กแมง ไปเละเทะตุ้มเป๊ะถึง 3-0 ซึ่งทีมระดับบาเยิร์นไม่ควรจะโดนขนาดนี้ แต่ถ้าใครที่ได้ชมเกมวันนั้นน่าจะเห็นตรงกันกับคุณปู่ซาคคี่นะครับ ว่าผู้เล่นบาเยิร์นนั้นเล่นกันแบบไม่มีใจเอาซะเลย… ซึ่งมันก็สอดรับกับข่าวที่มีเล็ดลอดออกมาจากแคมป์เสือใต้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ว่ากุนซือพี่แจ้นั้นมีปัญหากับลูกทีม รวมไปถึงบอร์ดบริหารของสโมสรด้วย แม้ว่า คาร์ล-ไฮน์ซ รุมเมนิกเก้ ซีอีโอของบาเยิร์น มิวนิค จะออกมาให้ข่าวถึงการปลดอันเช่ออกไปจากทีม ว่าเป็นผลมาจากการพ่ายแพ้ต่อเปแอสเชย่อยยับ ดังที่กล่าวว่า “หลังการวิเคราะห์เป็นการภายในถึงความพ่ายแพ้ในแชมเปี้ยนส์ลีกที่ปารีส 0-3 เอฟซี บาเยิร์น ได้ปลดหัวหน้าโค้ชของสโมสรจากหน้าที่ของเขา ผลงานของทีมเรานับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลนี้ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของเรา เกมที่ปารีสแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเราต้องมีบทสรุป ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช กับผมได้พูดคุยกับคาร์โลอย่างเปิดอกและเคร่งเครียดในวันนี้ และได้แจ้งเขาถึงการตัดสินใจของเรา” แต่ในความเป็นจริง การไล่ออกอันเช่ในครั้งนี้ของเสือใต้ น่าจะเป็นผลพวงมาจากการมีปัญหากับลูกทีมและบอร์ดบริหารมากกว่า (ซึ่งเอาจริงๆ พอมีปัญหากับลูกทีม มันก็ย่อมส่งผลต่อผลการแข่งขันเป็นธรรมดาอยู่แล้วแหละ) ดังที่ อูลี่ เฮอเนส ประธานสโมสรบาเยิร์น มิวนิค บอกมาบอกชัดๆ ว่า “อันเชล็อตติโดนต่อต้านจากนักเตะสำคัญในทีม 5 คน และมันเป็นสถานการณ์ที่ไม่สามารถปกป้องได้ ที่แน่ๆ คือเราไม่ได้ตัดสินใจเช่นนี้จากผลการแข่งขันนัดเดียว สโมสรเห็นแล้วว่าสถานการณ์มันลุกลามมาเรื่อยๆ นานหลายสัปดาห์ และเป็นเดือน สถานการณ์ที่แต่ก่อนอยู่ในการควบคุม อย่างไรก็ตาม ตามความเห็นของผม ตลอดไม่กี่วันมานี้เขาไม่ได้รับการหนุนหลังจากนักเตะสำคัญๆ 5 คน และมันยากที่จะดันทุรังต่อไป ในฐานะโค้ช คุณทำงานโดยมีนักเตะสำคัญของทีม 5 คนเป็นศัตรูไม่ได้ ไม่มีอะไรอันตรายไปกว่าการมีศัตรูอยู่ข้างกาย นั่นเป็นเหตุผลที่เราต้องลงมือ” ชัดเจนครับ ไม่มีอะไรมากกว่านี้อีกแล้ว เดี๋ยวนี้นักฟุตบอลไม่ใช่ธรรมดาๆ กันแล้วครับ มีอำนาจในการเตะไล่ผู้จัดการทีมได้ไม่ว่าผู้จัดการทีมนั้นจะยิ่งใหญ่แค่ไหนหรือมาจากโปรไฟล์ดีขนาดไหนก็ตาม ต่อกรณีนี้ก็เอวังด้วยประการละฉะนั้นครับ ซึ่งจากการสันนิษฐานคาดเดาของสื่อแล้ว ส่วนใหญ่คาดว่านักเตะทั้ง 5 คนนั้นน่าจะประกอบด้วย ฟรองค์ ริเบรี่ ปีกตัวเก๋าสัญชาติฝรั่งเศส, อาร์เยน ร็อบเบน ปีกปลาเก๋า เอ๊ย! ตัวเก๋าชาวฮอลแลนด์, ราฟินญ่า แบ็คขวาเลือดบราซิเลี่ยน, คิงส์ลี่ย์ โกม็อง ตัวรุกชาวฝรั่งเศส และ มัตส์ ฮุมเมิ่ล ปราการหลังเลือดด๊อยช์ รวมไปถึง โทมัส มุลเลอร์ แนวรุกเลือดด๊อยช์ ก็เป็นอีกคนที่สื่อสันนิษฐานว่ามีส่วนกับการเตะไล่โค้ชในครั้งนี้ด้วย อย่างไรก็ดี ชื่อชั้นระดับอันเช่นั้นคงไม่ได้ว่างงานยาวๆ หรอกครับ เพราะเพียงแค่ข่าวการถูกปลดแพร่กระจายไปในโลกโซเชียลได้ไม่ทันนาน ก็มีข่าวสอดแทรกเข้ามาเพียบว่ามีสโมสรมากมายที่อยากจะได้ตัวพี่แจ้แกไปทำทีมต่อ ไม่ว่าจะเป็นเอซี มิลาน (ที่แม้สโมสรจะออกมาประกาศทันควันว่าไม่มีมู้ลไม่มีมูลแต่อย่างใดก็ตาม) ไม่ว่าจะเป็นขุนค้อน เวสต์แฮม ซึ่งเชื่อเหลือเกินครับว่า ให้หลังจากนี้ก็จะมีรายชื่อของสโมสรต่างๆ ที่สนใจดึงตัวอันเช่ไปร่วมงานด้วยโผล่ขึ้นมาอีกเพียบแน่นอน แต่สำหรับเสือใต้ในตอนนี้ หลังจากอันเช่ไปแล้ว แล้วใครจะเข้ามาแทนที่ล่ะ? ประเด็นนี้น่าสนใจครับ เพราะแม้ตอนนี้บอร์ดบริหารของบาเยิร์นจะแต่งตั้ง วิลลี่ ซาญอล อดีตผู้ช่วย (และอดีตแบ็คสัญชาติฝรั่งเศส) ขึ้นมาคุมทีมแทนชั่วคราว แต่ในระยะยาว ทีมระดับบาเยิร์นน่าจะต้องมีกุนซือที่มือฉมังกว่านี้เข้ามาทำหน้าที่ในระยะยาวแน่นอน และนี่ก็คือแคนดิเด็ตกุนซือคนใหม่ของพี่เสือครับ ใครเป็นใครลองไปไล่ดูกันดีกว่า 1.ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ ชื่อของนาเกลส์มันน์กลายเป็นชื่อที่เปรียบได้กับตาพายุเลยทีเดียวครับ หลังจากที่ซีซั่นก่อน กุนซือหนุ่มค่อดๆ (อายุแค่ 30 น้อยกว่าแข้งซีเนียร์หลายๆ คนอีกแน่ะ) รายนี้พาฮอฟเฟ่นไฮม์จากที่หนีตกชั้น ทำผลงานเบียดบี้ขึ้นมาจนสามารถจบได้ในอันดับ 4 บุนเดสลีกา ได้สิทธิ์ไปเตะแชมเปี้ยนส์ลีกแบบโคตรหล่อ (ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์การได้ไปแชมเปี้ยนส์ลีกครั้งแรกของสโมสรด้วย) และปัจจุบัน เขาก็พาฮอฟเฟ่นไฮม์รั้งอันดับที่ 2 บนตารางคะแนนของบุนเดสลีกา เหนือกว่าบาเยิร์นซะด้วยแน่ะ ด้วยความที่เป็นคนหนุ่มเลือดใหม่ไฟแรง ผลงานแจ่มแมว ทั้งยังอยู่ในบุนเดสลีกาอยู่แล้ว ทำให้ชื่อของนาเกลส์มันน์ถูกวางเป็นแคนดิเด็ตอันดับต้นๆ เลยสำหรับการเข้ามาสืบทอดตำแหน่งต่อจากพี่แจ้อันเช่ (แม้ล่าสุดเจ้าตัวจะออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวเป็นพัลวันแล้วก็ตาม แต่ก่อนหน้านี้เจ้าตัวก็เคยบอกว่า การได้คุมบาเยิร์นนั้นถือเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับตัวเขาเลยทีเดียว) 2.เจอร์เก้น คล็อปป์ ถือเป็นกุนซือต้นแบบของนาเกลส์มันน์ก็ว่าได้ ซึ่งหลังจากที่ผลงานกับหงส์แดง ลิเวอร์พูล ไม่เปรี้ยงปร้างสว่างอารมณ์เหมือนดังที่คาดคิดไว้ เมื่ออันเช่โดนปลดจึงมีกระแสข่าวออกมาทันทีว่า บอร์ดบริหารของบาเยิร์นเตรียมดึงกุนซือชาวร็อครายนี้กลับมาทำงานในบุนเดสลีกาอีกครั้ง ซึ่งถ้าหากมันเป็นจริง ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะคล็อปป์นั้นจัดเจนอยู่แล้วในเวทีบุนเดสลีกา จากผลงานการพาโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เถลิงแชมป์เหนือบาเยิร์นได้ถึง 2 สมัย ในยุคที่บาเยิร์นแกร่งสุดได้ แต่งานนี้ต้องถามแฟนๆ หงส์แดงก่อนนะครับว่าจะยอมไหม? 3.โธมัส ทูเคิ่ล อีกหนึ่งผู้สืบทอดของคล็อปป์ที่ดอร์ทมุนด์ และมีคาแร็คเตอร์ที่ดุดันเด็ดขาดโมโหร้ายอารมณ์ร่วมเยอะเหมือนรุ่นพี่ไม่มีผิด ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียวสำหรับการรับช่วงต่อจากพี่แจ้อันเช่ แถมช่วงนี้แกก็ว่างงานอยู่ด้วย น่าจะสะดวกโยธินที่สุดหากจะรีบดึงเข้ามาสานต่องานที่แคมป์เสือใต้ 4.เดวิด มอยส์ อิๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ 5.เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง คริๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ 5 ตัวเลือก เอ๊ย!!! 3 ตัวเลือกกับ 2 ตัวหลอก (กันเล่นๆ) ข้างต้นคือแคนดิเด็ตนะเวลานี้ของเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ครับ น่าสนใจเหมือนกันว่าใครจะเป็นผู้ถูกเลือก แต่ไม่ว่าใครจะถูกเลือกเข้ามา ก็อย่ากร่างหรือใช้อำนาจเยอะนะครับ เดี๋ยวพี่ๆ รุ่นใหญ่ในทีมเสือใต้เขาเตะไล่อีกแน่ะ